จับตา!รัฐสภาโหวตร่างพ.ร.บ.ตำรวจ30พ.ย.นี้ เสียงแตกตัดนายกฯ"ประธาน ก.ตร."

จับตา!รัฐสภาโหวตร่างพ.ร.บ.ตำรวจ30พ.ย.นี้ เสียงแตกตัดนายกฯ"ประธาน ก.ตร."

"คำนูณ" ชวนจับตารัฐสภาโหวตร่างพ.ร.บ.ตำรวจ30พ.ย. "2ฝ่าย" เสียงแตกตัดนายกฯนั่ง"ประธานก.ตร."สกัดล้วงลูก-โผโยกย้าย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กมีเนื้อหาดังนี้...

ตำรวจควรมี ‘อิสระ’ แค่ไหน ? นายกฯควรเป็น ‘ประธาน ก.ตร.’ หรือไม่ ? กมธ.รัฐสภานัดโหวต 30 พ.ย.นี้ !

เอาเข้าจริงแล้ว หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เป็นแกนกลางของการปฏิรูปตำรวจ ผ่านการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติที่อยู่ในชั้นกรรมาธิการของรัฐสภา และมีความเห็นต่างจนถึงขั้นจะต้องลงมติกันในกลุ่มมาตราที่เกี่ยวกับการบริหารงานภายในขององค์กรตำรวจที่ว่าจะเอา ‘ก. เดียว’ หรือ ‘2 ก.’ กันในวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2564 เวลา 10.15 น. ก็คือ...

ความเป็น ‘อิสระ’ ขององค์กรตำรวจ !

หรือนัยหนึ่ง อำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ !! กรรมาธิการฟากหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่เป็นอนุกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยศึกษาพิจารณาเฉพาะประเด็นสำคัญ 3-4 กลุ่ม เห็นว่า ตำรวจต้องอยู่ห่างฝ่ายการเมืองในระดับที่มีนัยสำคัญ การบริหารงานภายในรวมทั้งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายควรเป็นเรื่องการจัดการภายในของตำรวจกันเองภายใต้กฎเกณฑ์ที่ระบุไว้ให้เข้มข้นขึ้นในกฎหมายหลัก ฝ่ายการเมืองควรคุมเฉพาะกรอบนโยบายเท่านั้น  

นายกรัฐมนตรีจึงไม่ควรมาเป็นประธานองค์กรบริหารที่ชื่อ ‘ก.ตร.’ ตามร่างฯที่ผ่านวาระ 1 ซึ่งกำหนดไว้ให้มี ‘ก. เดียว’ เท่านั้น

แต่ควรเป็นผบ.ตร. !

แล้วหาที่หาทางใหม่ให้นายกรัฐมนตรี โดยแยกงานนโยบายไว้ให้อยู่กับอีกองค์กรหนึ่งเพิ่มขึ้นมาชื่อ ‘ก.ตช.’ กลายเป็นมี ‘2 ก.’ ตามแบบที่มีอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน ให้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นพระประธานตรงนั้น พร้อมพรั่งด้วยผู้แทนหน่วยราชการภายนอกทั้งด้านความมั่นคงและด้านบริหารราชการแผ่นดิน

โดยตามตุ๊กตาบทบัญญัติรายมาตราในส่วนนี้ที่อนุกรรมาธิการไปศึกษายกร่างมา ก.ตช.ไม่มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายเลยแม้แต่ตำแหน่งเดียว

ย้ำอีกที - ไม่มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่ตำแหน่งเดียว — ไม่ยกเว้นแม้แต่ตำแหน่งผบ.ตร.

เรียกว่าไปไกลกว่ากฎหมายปัจจุบันเสียอีก เพราะกฎหมายปัจจุบันยังคงกำหนดให้ก.ตช.พิจารณาแต่งตั้งผบ.ตร.

ความคิดเห็นกรรมาธิการฟากนี้นอกจากจะเห็นว่างานนโยบายกับงานบริหารควรจะแยกจากกันแล้ว เมื่ออภิปรายกันลงลึกแล้วยังให้เหตุผลว่าต้นเหตุแห่งปัญหาที่แท้จริงในองค์กรตำรวจ โดยเฉพาะความไม่เป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย การวิ่งเต้น การใช้อามิส คือการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง หากกันฝ่ายการเมืองออกไปให้ตำรวจดูแลกันเอง จะแก้ปัญหาได้

กรรมาธิการอีกฟากเห็นต่าง !

โดยเห็นว่าองค์กรตำรวจแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น แต่ก็หาใช่องค์กรที่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารอย่างศาล หรือกึ่งอิสระอย่างองค์กรอัยการ หากยังคงเป็นข้าราชการประจำในสังกัดฝ่ายบริหาร โดยเมื่อก่อนเป็นระดับกรมสังกัดกระทรวงมหาดไทย ต่อมาแยกออกมาเป็นสำนักงานขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี

จะตัดฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชนที่ถืออำนาจบริหารออกไปหาได้ไม่  

เพราะภารกิจของตำรวจคืองานป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบภายในประเทศ เป็นนโยบายสำคัญของฝ่ายการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศทุกชุด

ฝ่ายการเมืองนั้นเมื่อต้องรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน ก็จะต้องมีเครื่องมือที่พอจะเป็นหลักประกันในการปฏิบัตินโยบายให้สำเร็จด้วย นั่นคืออำนาจในการคัดเลือกข้าราชการประจำผู้ปฏิบัติ ก็เหมือนการเลือกข้าราชการประจำผู้ที่จะดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและอธิบดีในกระทรวงทบวงกรมอื่นนั่นแหละ ที่จะต้องผ่านการพิจารณาจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่มีคณะกรรมการระดับกระทรวงทบวงกรมจัดการกันเองเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ให้ฝ่ายการเมืองกระทำการตามอำเภอใจ หรือเพียงภายใต้กฎเกณฑ์ที่หลวม ๆ ต้องมีองค์ประกอบที่เหมาะสมในก.ตร.

ต้องมีกฎเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายให้ชัดเจนอยู่ในกฎหมายหลักในทุกมิติ อาทิ เกณฑ์ระยะเวลาในการดำรง

ต้องมีองค์กรพิจารณาวินิจฉัยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกเข้าร่วมด้วย ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยในระดับที่เหมาะสม ฯลฯ อันที่จริง สารัตถะสำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้

เพราะต่อให้ตำรวจจัดการดูแลกันเอง กันฝ่ายการเมืองออกไป แต่หากปราศจากการปฏิรูปกฎเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายให้ชัดเจนครอบคลุมทุกมิติในกฎหมายหลัก ก็ไม่อาจแก้ปัญหาองค์กรตำรวจได้

ซึ่งก็จะเป็นอีกประเด็นสำคัญที่สุดที่คณะกรรมาธิการอาจจะมีความเห็นต่างกันมาก จนถึงขั้นต้องลงมติชี้ขาด จะเก็บความมาเล่าให้ฟังต่อไปหากถึงเวลานั้น คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา 28 พฤศจิกายน 2564 ตำแหน่งแต่ละขั้น เกณฑ์ห้ามย้ายข้ามห้วย เกณฑ์อาวุโสและความรู้ความสามารถที่ตรงตามรัฐธรรมนูญ ระบบคะแนนประจำตัว หรือแม้แต่การให้ประชาชนผู้รับบริการมีโอกาสร่วมประเมิน ฯลฯ ต้องมีกฎเกณฑ์และกระบวนพิจารณารักษาความเป็นธรรมให้กับข้าราชการประจำให้ชัดเจน